» » » » Family Road Trip To Krabi Y2026

Family Road Trip To Krabi Y2026

posted in: Blue Ocean, Travelogue | 0

ย้อนกลับไปดูบันทึกการเดินทางของครอบครัว คุณพ่อคุณแม่รู้จักกันปี 2002 เราเริ่มขับรถลงกระบี่ด้วยกันครั้งแรกเมื่อปี 2003 (พาคุณยาย บงบงและกาโต้ นั่งรถไปด้วยกัน) หลังจากแต่งงานกันปี 2004 คุณพ่อคุณแม่ขับรถลงกระบี่ด้วยกันปีละครั้ง (พาบงบงและกาโต้ลงไปด้วยทุกครั้ง) รูปแบบการเดินทางในแต่ละครั้งจะเหมือนกัน คือ ออกจากกรุงเทพฯ แต่เช้ามืด แล้วแวะนอนกลางทางหนึ่งคืนแถวชุมพรหรือระนอง ส่วนขากลับจากกระบี่ เราจะแวะนอนกลางทางหนึ่งคืนแถวประจวบคีรีขันธ์

ปลายปี 2006 (ลูกชายคนโตอายุ 6 เดือน) เราเปลี่ยนมานั่งเครื่องบินลงกระบี่แทน (ฝากบงบงกับกาโต้ไว้ที่คลินิกน้องหมาใกล้บ้าน) เป็นแบบนั้นเรื่อยมาจนกระทั่งช่วงกลางปี 2010 (ลูกชายคนโตอายุเกือบ 4 ขวบ ลูกชายคนเล็กอายุ 1 ขวบ) เราลอง Family Road Trip (พ่อแม่ลูก) ลงกระบี่เป็นครั้งแรก และครั้งที่สองเมื่อปี 2013 หลังจากนั้นเรานั่งเครื่องบินลงกระบี่มาโดยตลอด

จนกระทั่งต้นเดือนเมษายนปี 2026 นี้ (ลูกชายคนโตอายุ 19 ปี ลูกชายคนเล็กอายุ 17 ปี) เราได้สัมผัสประสบการณ์ขับรถลงกระบี่ฉบับครอบครัวอีกครั้ง พร้อมรูปแบบการเดินทางเหมือนเดิม คือขาลง เราแวะนอนที่ สิรารัญ รีสอร์ท บ้านกรูด (Sirarun Resort Ban Krut) หนึ่งคืน ขาขึ้น เราแวะนอนที่ โซ โซฟิเทล หัวหิน (SO/ Sofitel Hua Hin) หนึ่งคืน ส่วนที่กระบี่ เราพักที่ โซฟิเทล กระบี่ โภคีธรา กอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท (Sofitel Krabi Phokeethra Golf and Spa Resort) 4 คืน

เลือกรถ

ช่วง 5 วันก่อนเดินทาง เราลังเลกันเรื่องรถที่จะขับลงกระบี่ ระหว่างรถ PHEV (Plug-in Hybrid) ของคุณพ่อ กับรถ EV (Electric Vehicle) ของลูก ซึ่งที่จริงทุกคนเห็นตรงกันแต่แรกว่าควรขับรถของคุณพ่อไปเพราะจะได้มีทางเลือกเติมน้ำมันได้ด้วย โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการจองเวลาชาร์จรถในแต่ละวัน (กลัวต้องต่อคิวนาน) ที่ตลกคือโรงแรมที่เราพักระหว่างทาง (ที่ละคืน) มีที่ชาร์จให้บริการทั้งที่ Sirarun และ SO/ แต่โรงแรมที่กระบี่ (นอน 4 คืน) กลับไม่มีที่ชาร์จให้บริการเลย ปัญหาอยู่ที่ท้ายรถของคุณพ่อใส่กระเป๋าเดินทางได้จำกัด สู้ท้ายรถไฟฟ้าของลูกไม่ได้ (กระโปรงหน้ารถลูกยังใส่ของได้อีกด้วย) แต่สุดท้ายเราเลือกรถของคุณพ่อด้วยเหตุผลตามที่กล่าวไว้ข้างต้น คุณพ่อบอกให้ทุกคนจัดกระเป๋าแบบมีสติ อะไรใส่ซ้ำได้ให้ใส่ซ้ำ อะไรไม่จำเป็นก็ไม่ต้องเอาไป ขากลับไม่ต้องซื้อของเพิ่ม จบ

เลือกคนขับรถ

คุณพ่อรับหน้าที่ขับรถช่วงเช้า (ลูกชายคนโตนั่งข้างคนขับ) ลูกชายคนโตรับหน้าที่ขับรถช่วงบ่าย (คุณพ่อนั่งข้างคนขับ) ลูกชายคนเล็กรับหน้าที่ขับรถช่วงเส้นทาง One Way ตอนที่ถนนโล่ง ๆ คุณพ่อคอยกำกับ (คุณพ่อเคยสอนขับรถให้ลูกชายคนเล็กมาแล้วก่อนหน้านี้) และเนื่องจากคุณแม่ไม่เคยลองขับรถของคุณพ่อ (และของลูก) มาก่อน ทริปนี้คุณแม่จึงได้นั่งเป็นคุณนาย ไม่ต้องขับรถเลยแม้แต่นิดเดียว ดีงาม

เลือกร้าน

ไม่รู้ว่าครอบครัวอื่นมีปัญหาการเลือกร้านอาหารหรือเปล่า แต่บ้านเราเคยมีปัญหาเพราะแต่ละคนชอบ/ไม่ชอบอาหารต่างกัน บางทีเราแก้ปัญหาด้วยการไป Food Court ตามห้าง เพราะมีอาหารให้เลือกหลากหลาย หลัง ๆ มานี้ เราใช้วิธีมอบหมายหน้าที่ล่วงหน้าให้แต่ละคนได้เป็นคนเลือกร้านเรียงลำดับจากคุณพ่อ คุณแม่ ลูกชายคนโต และลูกชายคนเล็ก วนเป็นรอบ ๆ ไป ทุกคนต้องรับสภาพกินอาหารในร้านที่ตัวเองไม่ได้เลือก ห้ามงอน ห้ามหงุดหงิด ห้ามงอแง ทริปนี้ก็เช่นกัน มื้อเช้าของวันแรก คุณพ่อเลือกร้านใน Porto Go สมุทรสาคร เพราะเราถึงแถวนั้นประมาณ 8:30 น. ส่วนมื้อเที่ยง คุณแม่เลือกร้าน Octory อยู่ริมทะเลแถวทับสะแก ก่อนถึงที่พักเล็กน้อย มื้อเย็น ลูกชายคนโตเลือก Room Service มาเสิร์ฟในบ้านพัก เพราะขี้เกียจขับรถออกไปข้างนอกยามเย็น

เลือกที่พัก

เนื่องจากคุณพ่อเป็นสมาชิกโรงแรมเครือ Accor เราเลือกโรงแรมในเครือเป็นหลัก ยกเว้นที่แรก เนื่องจากไม่มีโรงแรมในเครือให้เลือก ส่วนเงื่อนไขสำคัญในการเลือกห้องพัก คือ ต้องมีห้องนั่งเล่นส่วนกลางที่ทุกคนจะได้มาใช้พื้นที่ร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ห้องใครห้องมัน (แบบตอนอยู่บ้าน) ที่สำคัญคือเราจะไม่หย่อนก้นลงบนเตียงจนกว่าจะอาบน้ำเปลี่ยนชุดเป็นชุดนอนแล้ว (คุณพ่อส่งต่อนิสัยนี้ให้คุณแม่และลูก ๆ ปฏิบัติมาจนเคยชิน) เราจึงจำเป็นต้องจองห้องนอนเตียง King Size หนึ่งห้อง และห้องนอน Twin Bed (เตียงเดี่ยว 2 เตียง) อีกหนึ่งห้อง ที่มีห้องนั่งเล่นตรงกลางไว้รองรับก้นของเราระหว่างวันและก่อนเข้านอนด้วย ที่พักทั้ง 3 แห่ง รวมอาหารเช้า ส่วนที่กระบี่ มีเพิ่ม Afternoon Tea และ Pre-dinner + Cocktail ให้ฟรีสำหรับสมาชิกด้วย มื้อเช้าไม่ค่อยถูกปากคนไทยอย่างเราเท่าไหร่ แต่ก็เข้าใจได้เพราะแขกที่เข้าพักมีแค่ครอบครัวเราที่เป็นคนไทย นอกนั้นมีแต่ชาวต่างชาติทั้งยุโรปและอินเดีย มีคนเอเชียนิดหน่อย

เลือกกิจกรรม

ตอนลูกยังเล็ก คุณแม่จะเลือกที่พักที่มีสระว่ายน้ำ (ส่วนตัวยิ่งดี) มี Kids Club อยู่ติดทะเล (พาลูกเล่นทราย) แต่ตอนนี้ลูกชายคนโตกลัวแดด (ขออยู่แต่ในห้องจนแดดหุบ) ส่วนคนเล็กอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย (ขอห้องพักที่มีโต๊ะอ่านหนังสือ) กลายเป็นว่าลูกไม่สนใจทำกิจกรรมใด ๆ แต่ที่พักทั้งสามแห่งดันมีกิจกรรมให้ทำหลายอย่างมาก ๆ

ที่ Sirarun Resort Ban Krut ตอนบ่าย คุณพ่อคุณแม่ชวนกันเดินเล่นชายหาด ลงสระว่ายน้ำ (ลูกชายคนโตเดินมาถ่ายรูปให้ 1 นาที แล้วเดินกลับเข้าห้อง) พอตกเย็น แดดหุบ ลูกชายคนโตยอมเดินมาตีปิงปองใต้ต้นไม้ ลูกชายคนเล็กพักจากอ่านหนังสือ มาตีปิงปองกับพี่ชาย และชวนกันชู้ตบาสเพลิน ๆ ก่อนกลับไปแช่น้ำในสระว่ายน้ำกับคุณพ่อ รอมื้อเย็นมาเสิร์ฟ พอเช้าวันรุ่งขึ้นคุณพ่อคุณแม่พากันเข้า Fitness Center ของโรงแรม (ไม่ติดแอร์) เครื่องออกกำลังกายน้อยมาก คุณแม่ได้แค่ Sumo Squat กับเดินลู่ 1 ชั่วโมงตามที่ Trainer สั่งไว้ ส่วนคุณพ่อนอนรอที่เก้าอี้นวด

ที่ Sofitel Krabi Phokeethra Golf and Spa Resort มีกิจกรรมเพียบ ให้สมาชิกตีกอล์ฟฟรี 1 ชั่วโมง (แต่ไม่มีใครยอมออกแดดเลย สรุปไม่ได้ใช้ของฟรี) มีกิจกรรมปีนผา ดำน้ำ ล่องเรือ มีคลาสสอนทำอาหาร มีสนามเทนนิส สนามเด็กเล่น โต๊ะปิงปอง และ Le Petit Prince Kids Club พร้อมกิจกรรม 7 วันไม่ซ้ำกัน ซึ่งคุณแม่ไม่รู้มาก่อนเพราะลูกเลยวัยเข้า Kids Club แล้ว เพิ่งมาเห็นตอนเช็คอิน เป็นที่ตื่นตาตื่นใจของแฟนตัวยงเจ้าชายน้อยแบบคุณแม่มาก (สุดท้ายได้ซื้อทั้งเสื้อยืดและหมวกเจ้าชายน้อยกลับมาเป็นที่ระลึกด้วย) คุณแม่เข้า Gym ที่นี่ทุกเช้า (คุณพ่อเบี้ยวไปหนึ่งวัน) มีเครื่องออกกำลังกายครบครัน พร้อม Stretching Machine แถมมีกล้วยหอมให้กินก่อนเทรนด้วย ตกเย็นลูกชายคนเล็กพักอ่านหนังสือ ออกมาเตะบอลคนเดียวที่สนามหญ้าข้างสระว่ายน้ำ (คนเดียวก็เล่นได้)

ที่ SO/ Sofitel Hua Hin โรงแรมสำหรับครอบครัว เรามาพักที่นี่กันหลายครั้งตอนลูกยังเล็ก ที่นี่เหมาะกับเด็ก ๆ มาก มีทั้ง Kids Club สระว่ายน้ำสำหรับเด็ก สนามมินิกอล์ฟ สนามเทนนิส เลนขี่จักรยาน สนามบาส โต๊ะปิงปอง โต๊ะพูล และมี Fitness Room เล็ก ๆ  หนึ่งห้อง แต่ในช่วงวัยที่ลูกชายต้องการปลีกวิเวก เราก็มีวิธีหลบหลีกจากความวุ่นวายของครอบครัวที่มากับเด็กวัยกำลังซน นั่นคือการจองห้องพักแบบ Pool Villa  2 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว มีรั้วต้นไม้ล้อมรอบพร้อมศาลาริมสระ เสียดายที่ไม่มีใครลงเล่นน้ำเลยแม้แต่คนเดียว ยกเว้นคุณแม่ที่ไปนั่งถ่ายรูปริมสระว่ายน้ำมา 1 รูปถ้วน ยังดีที่พ่อลูกพากันไปตีปิงปองในห้องแอร์ริมสระว่ายน้ำสำหรับผู้ใหญ่ ที่ไม่มีใครมาใช้บริการเลย เพราะแขกส่วนใหญ่จะพาลูกไปเล่นน้ำที่สระเด็กกันหมด ส่วนคุณแม่ได้ใช้บริการห้อง Fitness ยามเช้าหนึ่งชั่วโมง

เลือกได้มั้ย

ทริปขับรถลงกระบี่ของครอบครัว 7 วัน 6 คืน ผ่านไปด้วยดีตามความตั้งใจของคุณพ่อ หลังจากก่อนหน้านี้ในแต่ละปี เราได้เก็บกระบี่กลับบ้านมาทุกทริปแล้ว ทริปนี้เป็นทริปเติมพลังใจให้กระบี่ และสิ่งที่ได้แถมมาคือพ่อแม่วัยทองกับลูกวัยรุ่นได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันนาน ๆ พอถึงบ้าน คุณแม่ก็รับหน้าที่ซักผ้าของสมาชิกทุกคน ใช้เวลา 3 วันถึงซักหมด (แล้วฉันเลือกอะไรได้มั้ย)

หลังจากนั้น งานแปลเข้าแบบมาราธอน เพิ่งเจียดเวลามาเขียนบันทึกได้หลังจากจบทริปไปแล้วเกือบ 3 เดือน

Imagery: Sirarun Resort Ban Krut familygallery

Imagery: Sirarun Resort Ban Krut resortgallery

Imagery: Sofitel Krabi Phokeethra familygallery

Imagery: Sofitel Krabi Phokeethra resortgallery

Imagery: SO/ Sofitel Hua Hin familygallery

Imagery: SO/ Sofitel Hua Hin resortgallery

Facebook Comments

Leave a Reply